เปิดขวดไวน์และกระป๋อง: เลือกให้ถูกมือ ทุ่นแรง ทนทาน

งานในครัวบางอย่างดูเหมือนง่าย แต่ถ้าได้เครื่องมือที่ไม่เหมาะมือก็เหนื่อยเอาเรื่อง โดยเฉพาะการเปิดขวดไวน์หรือกระป๋องที่ต้องใช้แรงและเทคนิคพอสมควร การเลือกที่เปิดที่ใช่ ไม่ใช่แค่ช่วยให้งานครัวง่ายขึ้น แต่ยังช่วยถนอมแรงและเวลาของเราด้วย วันนี้เราจะมาดูกันว่า ที่เปิดแบบไหนที่ตอบโจทย์เรื่องใช้งานง่าย ไม่ต้องออกแรงเยอะ และทนทานจริง

ที่เปิดขวดไวน์: เลือกแบบไหนให้มือใหม่ก็เปิดได้สบาย

ที่เปิดขวดไวน์มีหลายประเภท แต่ละแบบมีจุดเด่นต่างกันไป

ที่เปิดแบบปีกผีเสื้อ (Winged Corkscrew): นี่คือแบบที่คลาสสิกและพบเห็นได้บ่อยที่สุด ใช้งานง่าย แค่หมุนเกลียวลงไปในจุกคอร์ก แล้วดันปีกทั้งสองข้างลงพร้อมกันเพื่อดึงจุกขึ้นมา เหมาะสำหรับมือใหม่เพราะมีกลไกช่วยผ่อนแรงในระดับหนึ่ง ข้อดีคือราคาไม่แพง หาซื้อง่าย และขนาดกะทัดรัด

ที่เปิดแบบบริกร (Waiter's Corkscrew): หรือที่เรียกกันว่าที่เปิดไวน์แบบ 2 จังหวะ เป็นที่นิยมในหมู่มืออาชีพและผู้ที่คุ้นเคยกับการเปิดไวน์ จุดเด่นคือความกะทัดรัดและใช้งานได้หลากหลาย (บางรุ่นมีที่เปิดฝาขวดโซดามาให้ด้วย) การใช้งานต้องอาศัยเทคนิคเล็กน้อยในการงัดจุกคอร์กเป็นสองสเต็ป เพื่อให้จุกค่อยๆ หลุดออกมาโดยไม่ขาด หากเลือกแบบที่มีใบมีดฟอยล์ในตัวก็จะสะดวกมากยิ่งขึ้น

ที่เปิดไวน์ไฟฟ้า (Electric Wine Opener): สำหรับใครที่ต้องการความสะดวกสบายสูงสุด ที่เปิดไวน์ไฟฟ้าคือคำตอบ เพียงแค่วางลงบนขวด กดปุ่ม เครื่องจะหมุนเกลียวเข้าไปในจุกคอร์กและดึงออกมาให้โดยอัตโนมัติ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัญหาเรื่องกำลังแขน หรือผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการเปิดขวดหลายๆ ขวด ข้อควรพิจารณาคือราคาที่สูงกว่าและต้องชาร์จแบตเตอรี่

ที่เปิดไวน์แบบกดอากาศ (Air Pump Wine Opener): เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ใช้งานโดยการเสียบเข็มลงไปในจุกคอร์กแล้วปั๊มอากาศเข้าไปในขวด แรงดันอากาศจะดันจุกคอร์กขึ้นมา ข้อดีคือไม่ทำให้จุกคอร์กแตก แต่ต้องระวังเรื่องแรงดันไม่ให้มากเกินไป อาจทำให้จุกคอร์กพุ่งออกมาแรงได้

ที่เปิดกระป๋อง: เลือกให้ปลอดภัย ไม่ต้องออกแรงเยอะ

การเปิดกระป๋องด้วยที่เปิดที่ไม่คมหรือใช้งานยาก อาจทำให้ขอบกระป๋องคมบาดมือได้ การเลือกที่เปิดกระป๋องที่ดีจึงสำคัญ

ที่เปิดกระป๋องแบบมือหมุน (Manual Can Opener): เป็นแบบคลาสสิกที่ใช้งานกันมานาน เลือกแบบที่มีด้ามจับกระชับมือและใบมีดคมๆ ที่ทำจากสเตนเลสคุณภาพดีจะช่วยให้เปิดได้ง่ายขึ้นและไม่เป็นสนิมง่าย ควรเลือกแบบที่ระบบเฟืองหมุนลื่น ไม่ติดขัด และมีปุ่มหมุนขนาดใหญ่จับถนัดมือ

ที่เปิดกระป๋องไฟฟ้า (Electric Can Opener): เหมือนกับที่เปิดไวน์ไฟฟ้า ที่เปิดกระป๋องไฟฟ้าก็ให้ความสะดวกสบายสูงสุด เพียงแค่วางกระป๋องเข้าที่ เครื่องจะจัดการเปิดฝาให้โดยอัตโนมัติ เหมาะสำหรับผู้ที่เปิดกระป๋องบ่อยๆ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีข้อจำกัดทางกายภาพ บางรุ่นออกแบบมาให้ตัดขอบกระป๋องจากด้านข้าง (smooth-edge cutting) ทำให้ไม่มีขอบคมๆ เหลืออยู่ ซึ่งปลอดภัยกว่ามาก

ที่เปิดกระป๋องแบบ Safety Cut (Smooth-Edge Can Opener): ที่เปิดกระป๋องประเภทนี้จะตัดฝากระป๋องจากด้านข้าง โดยไม่สัมผัสกับอาหารภายใน และไม่ทิ้งขอบคมๆ ไว้บนกระป๋อง ทำให้ปลอดภัยในการใช้งานและสามารถนำฝาไปปิดกระป๋องชั่วคราวได้อีกด้วย เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับครัวเรือนที่มีเด็กเล็กหรือผู้ที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด

วัสดุและความทนทาน: เลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

ไม่ว่าจะเป็นที่เปิดขวดไวน์หรือที่เปิดกระป๋อง วัสดุที่ใช้ผลิตมีผลต่อความทนทานและการใช้งานอย่างมาก

สเตนเลสสตีล: เป็นวัสดุยอดนิยมสำหรับเครื่องมือในครัว เพราะทนทานต่อการเกิดสนิม ทำความสะอาดง่าย และมีอายุการใช้งานยาวนาน ควรเลือกสเตนเลสเกรดดีอย่าง 304 เพื่อความคงทนสูงสุด

พลาสติก ABS คุณภาพสูง: มักใช้สำหรับด้ามจับ หรือส่วนประกอบที่ไม่ต้องรับแรงมาก มีน้ำหนักเบาและจับถนัดมือ ควรเลือกพลาสติกที่แข็งแรง ทนทานต่อแรงกระแทก ไม่เปราะง่าย

ซิลิโคน/ยาง: มักใช้หุ้มด้ามจับเพื่อเพิ่มความกระชับมือ ป้องกันการลื่น และลดอาการเจ็บมือขณะใช้งาน ควรเลือกแบบที่ทนความร้อนและทำความสะอาดง่าย

การลงทุนกับที่เปิดขวดไวน์และที่เปิดกระป๋องที่คุณภาพดี อาจจะดูเหมือนเล็กน้อย แต่ในระยะยาวแล้วมันช่วยประหยัดแรง ประหยัดเวลา และเพิ่มความปลอดภัยในการทำอาหารได้อย่างมหาศาล ลองสำรวจความต้องการและงบประมาณของคุณ แล้วเลือกที่เปิดที่ใช่ที่สุดสำหรับครัวของคุณ ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือเลือกซื้ออุปกรณ์ในครัว เพื่อประกอบการตัดสินใจได้เลย