เลือกแก้วเก็บอุณหภูมิให้เหมาะ: สเต็ปง่ายๆ และการดูแล
ทุกวันนี้แก้วเก็บอุณหภูมิกลายเป็นของใช้จำเป็นไปแล้ว ทั้งกาแฟร้อนช่วงเช้า หรือน้ำเย็นๆ ตอนบ่ายคลายร้อน แต่หลายคนก็ยังเจอเรื่องกวนใจว่าทำไมแก้วที่ซื้อมามันเก็บอุณหภูมิได้ไม่นานอย่างที่คิด หรือทำไมล้างยาก มีกลิ่นติด วันนี้เราจะมาดูกันว่าเลือกยังไงให้ตอบโจทย์ และดูแลรักษายังไงให้ใช้ได้นานไร้กังวล
วัสดุและโครงสร้าง: หัวใจของการเก็บอุณหภูมิ
หัวใจสำคัญของแก้วเก็บอุณหภูมิคือวัสดุและการออกแบบ สำหรับการเก็บอุณหภูมิให้ได้นานจริงๆ ควรเลือกแก้วที่ทำจากสเตนเลสเกรด 304 หรือ 316 แบบผนังสองชั้น (Double Wall) และมีสุญญากาศ (Vacuum Sealed) ระหว่างชั้น เหตุผลคือสุญญากาศจะช่วยลดการนำความร้อนและเย็นได้ดีที่สุด ถ้าผนังแก้วเป็นแค่สองชั้นแต่ไม่มีสุญญากาศ ประสิทธิภาพก็จะลดลงอย่างมาก
สเตนเลส 304/316: ทนทาน ไม่เป็นสนิมง่าย และไม่ทำปฏิกิริยากับเครื่องดื่ม ทำให้ไม่มีกลิ่นหรือรสชาติแปลกปลอม
ผนังสองชั้นสุญญากาศ: หลักการเดียวกับกระติกน้ำร้อน คือสร้างฉนวนกันความร้อน/เย็นออกจากภายนอก ยิ่งช่องว่างสุญญากาศหนา ยิ่งเก็บได้นานขึ้น
ฝาปิด: ควรเป็นแบบที่ปิดสนิท มีซีลยางคุณภาพดี ป้องกันการรั่วซึมและการระเหยของอุณหภูมิ ถ้าฝาปิดไม่แน่น หรือมีช่องว่างมาก ก็จะทำให้ความร้อนหรือเย็นออกไปได้ง่ายมาก
เลือกขนาดและความจุให้เหมาะสมกับการใช้งาน
ขนาดแก้วก็มีผลต่อการเก็บอุณหภูมิ แก้วที่มีความจุมาก มักจะเก็บอุณหภูมิได้นานกว่าแก้วใบเล็ก เนื่องจากมีปริมาตรของเหลวที่มาก ทำให้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิใช้เวลานานกว่า
สำหรับกาแฟตอนเช้า: แก้วขนาด 8-12 ออนซ์ก็เพียงพอแล้วสำหรับการดื่มระหว่างเดินทางไปทำงาน
สำหรับน้ำดื่มตลอดวัน: ควรเลือกขนาด 20 ออนซ์ขึ้นไป เพื่อให้มีน้ำดื่มเพียงพอและยังคงความเย็นได้นาน
การทำความสะอาด: ล้างอย่างไรไม่ให้มีคราบและกลิ่น
ปัญหาคราบกาแฟหรือกลิ่นติดแก้วเป็นเรื่องที่หลายคนเจอ ซึ่งแก้ได้ไม่ยาก ด้วยวิธีที่ถูกต้อง
คราบกาแฟและชา
คราบเหล่านี้เกิดจากแทนนินที่อยู่ในเครื่องดื่ม ซึ่งสามารถเกาะติดกับผิวสเตนเลสได้ วิธีที่ดีที่สุดคือล้างทันทีหลังใช้งาน ถ้ามีคราบฝังแน่น ลองใช้วิธีต่อไปนี้:
เบกกิ้งโซดา: ผสมเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา กับน้ำอุ่นครึ่งแก้ว เทใส่แก้วเก็บอุณหภูมิ ทิ้งไว้ 15-30 นาที แล้วใช้แปรงล้างแก้วขัดออก คราบจะหลุดง่ายขึ้น
น้ำส้มสายชู: สำหรับคราบที่ฝังแน่นมาก ใส่น้ำส้มสายชูขาวประมาณ ¼ แก้ว แล้วเติมน้ำอุ่นให้เต็ม ทิ้งไว้ข้ามคืน (ไม่ควรทิ้งนานเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อซีลยาง) แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าและสบู่
กลิ่นติดแก้ว
กลิ่นมักเกิดจากคราบที่ล้างไม่สะอาด หรือการเก็บแก้วในที่อับชื้น
ทำความสะอาดอย่างทั่วถึง: ล้างแก้วด้วยน้ำยาล้างจานและแปรงล้างแก้วให้สะอาดทุกซอกทุกมุม โดยเฉพาะบริเวณฝาและซีลยาง KitzYou แนะนำให้ถอดซีลยางออกมาล้างแยกด้วย
ผึ่งให้แห้งสนิท: หลังจากล้างเสร็จ ควรคว่ำแก้วผึ่งให้แห้งสนิทในที่อากาศถ่ายเทสะดวกก่อนปิดฝาเก็บ เพื่อป้องกันการเกิดกลิ่นอับและความชื้น
ใช้ถ่านดูดกลิ่น: หากยังมีกลิ่นค้างอยู่ ลองใส่ถ่านหุงข้าวชิ้นเล็กๆ ลงไปในแก้ว แล้วปิดฝาทิ้งไว้ 1-2 วัน ถ่านจะช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้
การเลือกแก้วเก็บอุณหภูมิและการดูแลรักษาที่ถูกวิธี จะช่วยให้เราได้ใช้แก้วคู่ใจไปได้นานๆ ไม่ต้องเสียเงินซื้อบ่อยๆ แถมยังได้ดื่มเครื่องดื่มในอุณหภูมิที่ต้องการตลอดวัน