แก้วพลาสติก BPA Free ตัวช่วยใหม่ในครัว: เลือกยังไงให้คุ้ม
ช่วงที่ผ่านมา ผมเริ่มมองหาแก้วพลาสติก BPA Free มาใช้ในชีวิตประจำวันแทนแก้วเซรามิกที่หนักและแตกง่าย เพราะต้องการอะไรที่เบากว่า ทนทานกว่า และที่สำคัญคือต้องปลอดภัย ปราศจากสารเคมี แต่การเลือกแก้วที่ถูกใจก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ เพราะมีตัวเลือกเยอะมาก ทั้งแบบที่เคลมว่าดีจริงและแบบที่เน้นแค่ราคา สุดท้ายเลยต้องมานั่งดูเองว่าอะไรที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้บ้าง
เลือกจากวัสดุ: PP หรือ Tritan?
ตอนแรกก็งงเหมือนกันครับว่าวัสดุแก้วพลาสติกมันมีอะไรบ้าง หลักๆ ที่เจอคือ PP (Polypropylene) และ Tritan™ PP เนี่ยหาซื้อง่าย ราคาไม่แพง แต่บางทีก็เจอเรื่องคราบหรือกลิ่นติดบ้าง ส่วน Tritan™ อันนี้เป็นพลาสติกเกรดดีขึ้นมาหน่อย ข้อดีคือใสคล้ายแก้วจริง ทนทานมาก และทนการกัดกร่อนจากกรดด่างได้ดีกว่า ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหากลิ่นหรือสีติด แม้จะใส่กาแฟเข้มข้นหรือน้ำอัดลมบ่อยๆ ก็ยังดูใหม่ได้นาน
– PP: เหมาะกับน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มที่ไม่เข้มข้นมากนัก ราคาเป็นมิตร
– Tritan™: เหมาะกับสายกาแฟ ชา หรือน้ำอัดลม ต้องการความใสและทนทานเป็นพิเศษ แต่ราคาก็จะสูงกว่า
ความทนทานต่ออุณหภูมิ: สำคัญกว่าที่คิด
อีกเรื่องที่พลาดไม่ได้คือเรื่องความทนทานต่ออุณหภูมิ บางคนอาจคิดว่าแก้วพลาสติกก็คือแก้วพลาสติก จะร้อนจะเย็นก็ใช้ได้หมด แต่จริงๆ แล้วมันมีช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมครับ ถ้าใช้กับเครื่องดื่มร้อนจัดเกินไป แก้วอาจเสียรูป หรือแย่กว่านั้นคืออาจมีสารเคมีบางอย่างปนเปื้อนออกมาได้ สำหรับแก้ว BPA Free ที่ผมเลือกใช้ ส่วนใหญ่จะระบุว่าทนความร้อนได้ถึง 90-100 องศาเซลเซียส ซึ่งก็เพียงพอสำหรับกาแฟหรือชาทั่วไปแล้วครับ แต่ถ้าจะเอาไปเข้าไมโครเวฟ ควรตรวจสอบสัญลักษณ์บนแก้วให้ดีก่อนเสมอ
ปัญหาคราบและกลิ่น: ทดลองจริงถึงจะรู้
เรื่องนี้เป็นไม้ตายในการตัดสินใจเลยครับ เพราะต่อให้แก้วสวยแค่ไหน ถ้าใช้ไปสักพักแล้วมีคราบกาแฟติด หรือมีกลิ่นค้างอยู่ ก็คงไม่น่าใช้แล้วใช่ไหมครับ แก้วพลาสติกบางยี่ห้อ แม้จะเคลมว่า BPA Free แต่พอใช้กับกาแฟหรือน้ำอัดลมบ่อยๆ ก็ยังเจอคราบเหลืองๆ หรือกลิ่นติดอยู่ดี ดังนั้นผมเลยพยายามเลือกแก้วที่มีผิวเรียบลื่น ไม่มีซอกมุมที่ทำความสะอาดยาก และถ้าเป็นไปได้คือเลือกแบบที่มีรีวิวจากผู้ใช้งานจริงว่าไม่ค่อยมีปัญหานี้ ยิ่งถ้าเป็นวัสดุ Tritan™ ก็จะช่วยลดปัญหานี้ได้มากเลยครับ คุณสามารถ อ่านต่อเกี่ยวกับรีวิวแก้วพลาสติก BPA Free เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ครับ
การออกแบบและการใช้งานจริง: จับถนัด ล้างง่าย
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือเรื่องการออกแบบและการใช้งานจริงครับ แก้วที่ดีควรจับถนัดมือ ไม่ลื่นหลุดง่าย ขนาดพอดีกับที่วางแก้วในรถยนต์ (ถ้าใช้) และที่สำคัญคือต้องล้างทำความสะอาดง่าย ถ้ามีฝาปิดก็ควรเป็นแบบที่ปิดสนิท ไม่รั่วซึม และถอดล้างได้ทุกชิ้นส่วน เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค แก้วบางรุ่นมีดีไซน์สวย แต่ใช้งานจริงแล้วล้างยาก ก็ไม่ตอบโจทย์ครับ
โดยสรุปแล้ว การเลือกแก้วพลาสติก BPA Free ไม่ใช่แค่ดูที่คำว่า “BPA Free” เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากวัสดุ ความทนทานต่ออุณหภูมิ ปัญหาคราบและกลิ่น รวมถึงการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานของเราด้วยครับ ลองพิจารณาจากแง่มุมเหล่านี้ดูนะครับ รับรองว่าได้แก้วที่ถูกใจและใช้ได้นานแน่นอน