ไขปริศนา: ปริ้นเตอร์ Inkjet vs Laser ใครประหยัดไฟกว่ากันแน่?
เรื่องปริ้นเตอร์กินไฟ อาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่ถ้าคุณใช้งานบ่อยๆ หรือมีหลายเครื่องในออฟฟิศ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็ไม่ควรมองข้าม ผมเห็นหลายคนมักจะดูแค่ตัวเลขวัตต์ที่เขียนไว้บนกล่อง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเท่าไหร่
หัวใจสำคัญคือการมองภาพรวม ทั้งขณะเครื่องทำงาน และที่สำคัญกว่าคือ ขณะเครื่องอยู่ในโหมดสแตนด์บาย เพราะนี่คือช่วงเวลาที่เครื่องกินไฟเงียบๆ ตลอดวันตลอดคืน หรือแม้แต่ตอนคุณไม่ได้ใช้งานแล้วก็ยังเสียบปลั๊กทิ้งไว้
วัตต์ขณะใช้งาน: ตัวเลขที่หลอกตา
ถ้าดูแค่ตัวเลขวัตต์ขณะพิมพ์งาน หลายคนจะสรุปว่า Inkjet ประหยัดกว่า Laser ทันที เพราะ Inkjet ใช้ไฟน้อยกว่ามาก เช่น 20-30 วัตต์ ในขณะที่ Laser อาจพุ่งไปถึง 200-500 วัตต์ได้เลย
– Inkjet: ใช้ความร้อนน้อยในการพ่นหมึก จึงใช้ไฟขณะทำงานไม่มาก เหมาะกับงานพิมพ์ที่ไม่ได้เยอะเป็นประจำ แต่ถ้าต้องพิมพ์ต่อเนื่องนานๆ ก็มีผล
– Laser: ต้องใช้ความร้อนสูงในการหลอมผงหมึก ทำให้กินไฟมากขณะพิมพ์ แต่ข้อดีคือพิมพ์ได้เร็วกว่า และปริมาณการพิมพ์ต่อแผ่นมักจะถูกกว่า
จุดนี้ถ้าคุณพิมพ์งานไม่บ่อย พิมพ์ทีละไม่กี่หน้า Inkjet ก็ดูเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าต้องพิมพ์งานเป็นตั้งๆ การที่ Laser พิมพ์ได้เร็วกว่า ก็หมายถึงใช้ไฟในโหมดทำงานสั้นกว่าด้วยเช่นกัน
ค่าไฟโหมดสแตนด์บาย: ตัวแปรสำคัญที่ถูกมองข้าม
นี่คือจุดที่หลายคนพลาดไป เพราะปริ้นเตอร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในโหมดสแตนด์บายแทบจะตลอดเวลาที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ และกินไฟอย่างต่อเนื่อง
– Laser Printer: มักจะกินไฟในโหมดสแตนด์บายมากกว่า Inkjet เพราะต้องคอยรักษาอุณหภูมิของชุดทำความร้อน (Fuser) ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ตัวเลขอาจอยู่ราวๆ 5-15 วัตต์ หรือบางรุ่นอาจมากกว่านั้น หากมีการอัปเดตเฟิร์มแวร์หรือเชื่อมต่อเครือข่ายตลอดเวลา
– Inkjet Printer: โดยทั่วไปแล้วกินไฟในโหมดสแตนด์บายน้อยกว่า Laser อย่างเห็นได้ชัด อาจจะแค่ 1-5 วัตต์เท่านั้น เพราะไม่มีส่วนที่ต้องรักษาอุณหภูมิสูงๆ แต่ก็ยังมีการใช้ไฟเลี้ยงวงจรอยู่ดี
ลองนึกดูว่าถ้าเครื่องปริ้นของคุณกินไฟ 10 วัตต์ ในโหมดสแตนด์บาย ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันต่อปี มันคือ 87.6 หน่วยต่อปีเลยนะ และนี่คือค่าไฟที่เพิ่มขึ้นมาโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัว
วิธีการคำนวณค่าไฟแบบง่ายๆ
สมมติว่าคุณมีปริ้นเตอร์ Laser ที่กินไฟ 10 วัตต์ในโหมดสแตนด์บาย และใช้พิมพ์งาน 1 ชั่วโมงต่อวัน กินไฟ 300 วัตต์ ส่วน Inkjet กินไฟสแตนด์บาย 2 วัตต์ และพิมพ์งาน 1 ชั่วโมงต่อวัน กินไฟ 30 วัตต์ (สมมติว่าค่าไฟหน่วยละ 4 บาท)
Laser Printer:
– สแตนด์บาย: 10W x 23 ชม./วัน = 230 Wh/วัน
– พิมพ์งาน: 300W x 1 ชม./วัน = 300 Wh/วัน
– รวม: 530 Wh/วัน = 0.53 kWh/วัน
– ค่าไฟต่อวัน: 0.53 kWh x 4 บาท/kWh = 2.12 บาท/วัน
– ค่าไฟต่อเดือน: 2.12 บาท x 30 วัน = 63.6 บาท/เดือน
Inkjet Printer:
– สแตนด์บาย: 2W x 23 ชม./วัน = 46 Wh/วัน
– พิมพ์งาน: 30W x 1 ชม./วัน = 30 Wh/วัน
– รวม: 76 Wh/วัน = 0.076 kWh/วัน
– ค่าไฟต่อวัน: 0.076 kWh x 4 บาท/kWh = 0.304 บาท/วัน
– ค่าไฟต่อเดือน: 0.304 บาท x 30 วัน = 9.12 บาท/เดือน
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า Inkjet ประหยัดกว่า Laser หลายเท่าตัวเลยทีเดียว
สรุปและคำแนะนำ
ถ้ามองเรื่องค่าไฟเป็นหลัก Inkjet Printer มักจะประหยัดไฟโดยรวมมากกว่า Laser Printer โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากค่าไฟในโหมดสแตนด์บายที่กินไฟตลอดเวลา แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักกับความเร็วในการพิมพ์ และต้นทุนหมึกพิมพ์ด้วย
วิธีลดค่าไฟที่ดีที่สุดคือ ถอดปลั๊กปริ้นเตอร์ทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จ หากคุณไม่ได้ใช้มันเป็นประจำ ลองดู วิธีเลือกปริ้นเตอร์ประหยัดไฟ ให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ เพื่อให้ได้เครื่องที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายครับ